สุขภาพและออกกำลังกาย

ดื่มน้ำปัสสาวะ รักษาโรคไม่ได้ อันตรายกว่าที่คิด!!!

Urine sample

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวที่น่าตกใจสำหรับเหลือเกินค่ะ คือกระแสของกลุ่มคนที่เชื่อว่าปัสสาวะเป็นยารักษาโรคได้ นำปัสสาวะไปดื่มกิน ล้างหน้า ล้างตา เท่านั้นยังไม่พอมีคนที่อ้างว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์นำน้ำปัสสาวะของตัวเองไปล้างแผลให้ผู้ป่วยอีก!

หนักกว่านั้น! มีข่าวว่ามีคนเปิดร้านก๊วยเตี๋ยว เอาน้ำปัสสาวะไปใส่ในซุป ให้คนแถวนั้นกินเพื่อเพิ่มกำลังวังชา

โอยยย…. ซาร่าจะเป็นลม ไม่รู้ว่าข่าวนี้จริงเท็จแค่ไหน แต่ขอบอกว่า อย่าทำเลยค่าคุณๆขา

เพราะน้ำปัสสาวะก็คือของเหลวส่วนเกินที่ขับออกทางร่างกาย ถ้ามันมีประโยชน์ ร่างกายจะมีกลไกในการเก็บสารที่มีประโยชน์ไว้อยู่แล้ว แต่นี่ ร่างกยขับทิ้ง ย่อมไม่มีประโยชน์แล้วจริงไหมคะ

91-95% ขององค์ประกอบปัสสาวะก็คือน้ำเปล่า ๆ นี่แหละค่า ที่เหลือส่วนใหญ่ก็เป็นของเสียจากการย่อยโปรตีน เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย คีโตน ครีตินีน ที่เหลือซึ่งน้อยมากก็เป็นพวกเกลือแร่อื่นๆ เช่นโซเดียม โปตัสเซี่ยม แมกนีเซียม ซึ่งเน้นว่ามีเจือจางมากๆๆ ถ้าอยากได้พวกนี้กินสารอาหารปกติดีกว่า

 


การเอามาใส่แผลหรือทาตายิ่งแล้วใหญ่ อย่างแรกสารพวกนี้มันเกิดการระคายเคืองได้ อย่างที่สองคือปลายท่อปัสสาวะมันมีเชื้อโรคปนเปื้อนได้ ปกติถ้าเก็บปัสสาวะส่งตรวจเราก็เจอพวกแบคเทเรียปนๆ ในปัสสาวะได้อยู่แล้ว

ภาครัฐร่วมต้าน “กระแสฮิตดื่มน้ำปัสสาวะ”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเตือนการดื่มปัสสาวะนอกจากจะไม่สามารถรักษาโรคได้แล้วอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆในร่างกายอีกด้วย พร้อมกับได้ แนะนำยาที่สามารถรักษาโรคได้ดีที่สุด คือการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเน้นโภชนาการที่ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากพบความผิดปกติของร่างกายให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้อง

โดยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หลังจากที่มีกลุ่มบุคคลเปิดเผยตนเอง ว่า ดื่มน้ำปัสสาวะเป็นประจำแล้วรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น จึงเกิดกระแสตื่นตัวทางโลกออนไลน์ขึ้น ว่าการดื่มน้ำปัสสาวะ เสมือนยาอายุวัฒนะ บำบัดโรคร้ายได้นั้น แต่สำหรับความจริงแล้วการใช้น้ำปัสสาวะบำบัดไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์และคลินิกที่น่าเชื่อถือรองรับ ซึ่งหากนำมาใช้โดยไม่ระวังอาจเกิดอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งปัจจุบันวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงมีทางเลือกในการรักษาโรคหลากหลายช่องทาง

ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ดังนั้นจึงควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพการรักษาเป็นสำคัญ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายมุ่งเน้นทางด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษา

และฟื้นฟูภาวะความเจ็บป่วย โดยมีโรงพยาบาลที่ให้บริการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางแก่ประชาชนอยู่ทั่วประเทศ จึงอยากให้ประชาชนเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยหรือปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในโรงพยาบาลในพื้นที่ เพราะการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นวิธีการรักษาโรคที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพมากกว่าทางเลือกอื่น

 

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเน้นย้ำต่อไปว่า สำหรับวิธีรักษาโรคที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด ไขมันสูง กินผักและผลไม้ให้มาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ตรวจสุขภาพประจำปี ในกรณีหากพบความผิดปกติของร่างกาย ต้องรีบพบแพทย์ใกล้บ้านและรักษาและปฏิบัติตัวภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องจากน้ำปัสสาวะเป็นของเสียหรือสารที่เป็นส่วนเกินของร่างกายที่ไตขับออกมา แม้ว่าจะมีสารต่าง ๆ อยู่มาก ทั้งยูเรีย เกลือแร่ แคลเซียม และโซเดียมคลอไรด์ รวมถึงสารอื่น ๆ แต่สารเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกินความต้องการของร่างกาย หากสะสมไว้มากเกินไปกลับจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นเกิดภาวะความดันโลหิตสูง น้ำท่วมปอด หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นต้น

ร่างกายจึงขับทิ้งตามระบบ ดังนั้นหากดื่มกลับเข้าไปซ้ำอีก จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย นอกจากนี้น้ำปัสสาวะที่ขับออกมายังอาจปนเปื้อน อุจจาระ ทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ อย่างเชื้อบิด อาจติดต่อไปยังผู้อื่นที่นำน้ำปัสสาวะนั้นมาดื่ม

นอกจากนี้ไตซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองของเสียออกจากร่างกาย ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพราะต้องขับของเสียออกซ้ำและอาจเกิดการคั่งค้างของสารต่าง ๆในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำ แร่ธาตุ และสารอาหารให้เหมาะสม อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *